วันนี้จะมายกเรื่องราวอีกหนึ่งเรื่องราว ที่เสี่ยงต่ออันตรายของการที่ใช้นายหน้าหาฝรั่ง เพราะผู้หญิงบางคนคิดว่าการได้แต่งงานกับฝรั่งแล้วจะสบายมีเงินส่งกลับบ้านทีละเยอะและสามารถยกระดับฐานะของตัวเองได้ ผู้หญิงบางคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านภาษา อยู่แต่บ้านนา ไม่รู้ว่าจะหาโอกาศเจอะเจอกะฝรั่งได้ที่ไหนเลยใช้การหานายหน้า ยอมขายที่นา เพื่อให้ได้สามีฝรั่ง
เราเป็น คนภาค อิสาน มีพี่น้องท้องเดียว 8 คน อาชีพที่เมืองไทย คือ ทำไร่ทำนา ฐานะทางบ้านยากจน เราไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก พอโตเป็นสาวก็ได้แต่งงานกับคนข้างบ้าน แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกด้วยกัน 2 คน สามีเป็นคนขยัน รักลูกเมีย ลุกสองคนก็ขยันเรียนทั้งคู่ งานนอกบ้านเราไม่เคย ได้รุ้อะไรนัก ทำแต่งานบ้านดูแลลูก หุงหาอาหาร สามีทำงานนอกบ้านทั้งหมด ความที่ต้อง ดูแล แต่ลูก ไม่เคยออกไปทำมาหากิน พอสามีเสียชีวิตลง ทำให้เรา 3 แม่ลุกพบกับความลำบากอย่างรวดเร็ว รายได้ไม่มี แต่รายจ่ายที่ลูกต้องไปโรงเรียนต้องจ่ายอยุ่ประจำ ครั้งจะไปทำงานก็ไม่มีความรู้ จะทำงานใช้แรงงาน ค่าแรงที่ได้รับคงไม่พอให้ลุกเรียนหนังสือ ก่อนสามีตาย ได้สั่งเสียอย่างเหลือเกินว่า มีอะไรให้ขายแต่ขออย่างเดียว ขอให้ลูกได้ เรียนหนังสือ นึกถึงคนตายทีไร เราน้ำตาไหล แต่ทำอย่างไร เขาทำบุญมาแค่นี้ ในหมู่บ้าน ที่เราอยู่ มีผู้หญิงไทยมามีสามีฝรั่ง กันหลายคน แต่ลพคนมีเงินกลับไปสร้างบ้านเรือนกันใหญ่โต เราเริ่มคิดที่จะทำแบบเขาบ้าง เพียงแต่คิดเท่านั้น เพราะ ไม่ได้ไปที่ไหนจะพบกับฝรั่งได้อย่างไร ในระหว่างที่เราคิดอยุ่ พอดี เพื่อนบ้านคนหนึ่งนำข่าวมาบอกเล่าว่า มีผู้หญิงในหมู่บ้านเดียวกันเขารับจัดหาคู่แต่งงานให้ เจ้าตัวคนจัดนั้น อยู่ที่เยอรมัน แต่พ่อของผู้หญิงคนดังกล่าว เป็นผู้ประสานงานให้ เมือ่เห็นว่าเป็นคนในหมุ่บ้านเดียวกัน เราก็เริ่มมีความกล้าเข้าไปติดต่อสอบถาม เขาบอกว่ามันดีไปหมดรับรองสารพัดว่าจะช่วยเต็มที่ ตั้งแต่เกิดมาจนโตมีครอบครัว เราใช้ชีวิตแบบชาวบ้านชาวบ้าน ไม่เคยรุ้เรื่องราว เมืองนอกเมืองนากับเขาเลยตวามต้องการเพียงว่ามีเงินส่งเสียให้ลูกได้ร่ำเรียน ระหว่างที่รอการเดินเรื่องต่างๆ อยุ่นั้น เราจำใจต้องขายที่ดินแปลงหนึ่ง ที่สามีซื้อหามาด้วยน่ำพักน้ำแรง เพื่อที่จะได้เงินมาเสียค่านายหน้า จำนวน 100,000 บาท ไหนยังค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เงินที่ขายที่ดินได้มากับจำนวนเงินที่ต้องจ่าย เท่ากันพอดี สงสารลูกใจแทบขาด จากลูกมาโดยไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้ลุกเลย น้ำใจจากคนรับเงิน สดๆจากเรา 100,000 บาท แม้ แต่ซื้อน่ำเลี้ยงเราสักแก้วยังไม่มีเลย เราต้องทนหิวจนขึ้นมาบนเครื่องบินถึงได้ดื่มน้ำ ในชีวิตนับเป็นครั้งแรก ที่เดินทางไกล และเป็นการเดินทางไกลที่เหมือนคนตาบอด ไม่รู้จักคนไม่รุ้จักถนนหนทาง รวมทั้งไม่รุ้จักทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เวลาเดินทางรวมทั้งหมดเกือบ 20 ชั่วโมง เพราะต้องมาต่อเครื่องที่ ประเทศตุรกี เป็น 20 ชั่วโมงที่ไม่ได้พุดเลยนอกจาก ยิ้มกับเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน พอมาถึงสนามบินปลายทางที่เมือง ฮาโนเวอร์
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองถามว่า มาหาใครและจะมาอยุ่กี่วัน ตอบไม่ได้เพราะ ฟังไม่รู้เรื่อง ตำรวจได้พยายามแล้วหลายภาษา ภาษาอังกฤษก็แล้ว เยอรมันก็แล้วแต่ไม่รู้เรื่องสักภาษา จนตำรวจต้องพาออกมาด้านนอก เพื่อมาหาคนที่จะมารับ ผุ้หญิงไทยที่เป็นนายหน้ามารับ พร้อมกับผู้ชายที่จะแต่งงานด้วย พอรู้ว่ามาแต่งงานและมีคนที่จะแต่งงานด้วยมารับรอง ตำรวจเขาก็ปล่อยตัว เราตื่นตระตก ตกใจจนบอกไม่ถูก ด้วยความที่ไม่รู้ภาษานี่แหละ ผู้ชายที่จะแต่งงานด้วย อายุ 42 ปี ทำงานเป็นช่างทาสี (ในโรงงานทำสี) เขารับตัวเรามาที่บ้านเขาเลย จากที่คุยกันกับพ่อ ของนายหน้าว่า ผู้ชายมีบ้านอยุ่มีฐานะดี พอมาถึงเข้าจริงๆ ไม่ใช่สักอย่างเดียว บ้านก็เช่าอยุ่ ทำงานมีเงินเดือน แค่ 1.200 ยูโร ความเป็นอยู่ของเขาค่อนข้างลำบากเพราะเงินเดือนขนาดนี้ นับว่าน้อยมากในเยอรมัน ดีกว่าคนตกงานเท่านั้นเอง การเริ่มชีวิตใหม่ ในต่างแดนที่แสนจะลำบาก ภาษาก็พูด ฟังไม่รุ้เรื่อง อากาศก็หนาวอย่างที่เราไม่เคยพบมาก่อน เราเรียกชื่อสามีว่า ยอคก์ ที่จริงเขาไม่ได้ชื่อนี้หรอก แต่เราได้ยินมาคล้ายๆ ยอส ก็เลยเรียก ยอคก์เสียเลย ความจริงเขาเป็นคนดี พอรับเราเข้ามาอยุ่ด้วยก็ทำเรื่องแต่งงานทันที เพราะระยะเวลา ตั้งแต่ยื่นเรื่อง และรอการตรวจสอบเอกสารใช่เวลานานมาก ผุ้หญิงไทยบางคนรอนานเป็นปี กว่าจะได้แต่ง ยอคก์ ไปถามหาคนไทยที่อยุ่ใกล้ ๆเพื่อที่เราจะได้มีเพื่อน โชคดีมาพบคนไทย สองแม่ลูกลูกสาว เป็นคนดีมาก ๆ คอยช่วยเหลือทุกอย่างและเป็นล่ามให้ในวันแต่งงาน ในปกติมีเรื่องอะไร สำคัญที่จะต้องบอก ยอคก์ ก้ได้ อาศัย เธอนี่แหละ เป็นล่ามให้ ขอเล่าย้อนก่อนที่จะแต่งงานสักหน่อย เราเครียดมาก จนต้องเข้า โรงพยาบาล โทรศัพท์ กลับบ้านลูกบอกว่า แม่จ๋า หนู ไม่มีเงินไปโรงเรียน แม่ช่วยส่งเงินมาให้หนูด้วย โถ่ ลำพังเราก็แย่ อยุ่แล้วตอนนี้ เงินติดตัวก็ไม่มี เพราะ ยอคก์ ระวังตัว เกรงว่าเราจะหนี ถ้ามีเงินติดตัวพอและไปไหนเองเป็นหนีจริงๆ ไม่ยอมให้มีเงินติดตัวเลย ในเมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ตกลงกันไว้ เราเสียใจมากถามกับคนที่ติดต่อให้ว่า ไหนคุณ บอกว่า ผู้ชายร่ำรวยมีบ้านมีฐานะดีไงละ ดูเราต้องมาลำบาก ลูกเราก็ไม่มีเงินไปเรียนหนังสือ พอเราต่อว่า เธอเข้า เธอจะพาเราไปหาคนใหม่ ลูกสาวผุ้หญิงไทย และแม่เธอได้ห้ามไว้ บอกว่าการไปหาผุ้ชายใหม่นั้น หมายถึงว่า เขาต้องไปลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ หา จากนั้นก็อยุ่กัยคนนั้น3 วัน คนนี้ 5 วัน จนกว่าจะพบผุ้ชายที่เขาถูกใจเรา ผุ้หญิงไทยหลายๆคนต้องมาเร่ร่อนตั้งหลายเที่ยวกว่าจะได้แต่ง พอได้ยินอย่างนั้น เราก็กลัวไม่เอาดีกว่า แต่งกับคนนี้แหละดีชั่วอย่างไรก็ช่างเถอะ แม่ ของน้องผู้หญิงไทย (ล่าม) บอกกับ ยอคก์ ว่าเธอให้เงินเมียเธอบ้างนะ ลูกเขาไม่มีเงินเรียนหนังสือ ยอคก์ ก็บอกว่า ลำพังฉันสองคนนี่ค่าใช้จ่ายก็แทบจะไม่พออยุ่แล้ว แนจะเอาที่ไหนมาจ่ายให้อีกละเราร้องให้ สงสารลุก สงสารตัวเองจนน้ำตาไม่มีจะไหล ทางฝ่าย ยอคก์ เขาก็ไม่มีความผิดอะไร เขามีแค่นี้ จริงๆ เขาก็เห็นๆอยู่ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ ต้องเรียนภาษา ให้เร็วที่สุดแล้วหางานทำจะได้มีเงินส่งให้ลูก ระยะนี้พอได้เงินมาทุกเซ็นต์ เราจะเก็บหมด 1 เหรียญ ก็เกือบ 50 บาทไทยอยากได้อะไรก็อดใจเอา ไม่ยอมซื้ออะไรทั้งนั้น เก็บเงินส่งให้ลูก อย่างเดียว เราถือว่ายังโชคดีมากๆ ที่ได้รู้จักกับสองแม่ลูก ผิดกับคนไทยที่เห็นๆ อยู่น่ากลัวมากขออยู่ห่างๆดีกว่า บางคนทำเป็น ธรรมะธรรมโม เข้าวัดเข้าวา แท้ที่จริงทำบุญ บังหน้า ทำเพื่อให้เห็นว่า ฉันเป็นคนดีนะ
สำหรับ เหตุการณ์อย่างเรา อยากจะขอเตือน หญิงไทย ที่อยุ่ที่เมืองไทย ว่า อย่ามาเลยคะ ขอให้เราเป็นรายสุดท้าย ถ้าเรารุ้ว่ามาแล้วจะพบเหตุการณ์ แบบนี้ ยอมอดตายอยุ่หมุ่บ้านเราดีกว่า และเชื่อเหลือเกินว่าลุกๆ สองคนคงไม่ยอมให้เรามาอย่างแน่นอน แต่ทุอน่างก๋ได้ผ่านไปแล้ว ถึงอย่างไร มาแล้ว ก็จะสู้ให้ถึงที่สุด ตอนนี้กำลังไปเข้าโรงเรียนเรียนภาษา แต่สำหรับคนที่จะมาใหม่นะคะ ว่าอย่ามาเลยิยุ่บ้านเราดีกว่าคะ ขายส้มตำข้างถนนเราก้ไม่อดตาย แต่มาอยุ่ที่เยอรมันมีสิทธิ์ อดตายคะ เราอยากจะบอกเตือนไปถึง คนทางบ้าน ที่กำลังจะเสียเงินค่านายหน้า เป็น 100,000 ขอให้ได้ ดู เราเป็นตัวอย่าง แค่จะขอเงินส่งไปให้ลุก เดือนหนึ่งสัก 50 ยูโร ยังยากแสนยาก เรื่องคิดมาหางานทำเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ภาษาเราฟังเขาไม่รุ้เรื่อง อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะไปหางานทำได้อย่างไร เก็บเงิน 100,000 นั้นค่านายหน้าไว้เป็นทุนค้าขายเล้กๆน้อยๆที่บ้านเราเถิดนะคะ

ได้อ่านเรื่องของคุณแล้วรู้สึกเห็นใจค่ะ จะเป็นกำลังใจให้นะคะ ดิฉันก็มีสามีเป็นชาวต่างชาติเหมือนกัน แต่ฉันโชคดีหน่อยตรงที่ว่าฉันอยู่ในเมืองไทยแต่สามีไปทำงานต่างประเทศ2-3เดือนจะกลับมาบ้านน่ะค่ะ
สวัสดีคะ คุณลมโชย เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องเล่าของเพื่อนอีกที ไม่ใช้เรื่องจริงของต๊องนะคะ
ขอบคุณนะคะที่แวะเข้ามาอ่าน
อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยคะ เพิ่งเข้ามาอ่านครั้งแรกคะ ขอให้เธอคนนั้นเข้มแข็ง แล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ
เอาใจช่วยจริง ๆ คะ / ฟ้ารุ่ง
เศร้าจังค่ะ
เราเข้าใจถึงความรู้ของคุณค่ะ มีคนดีๆหลายคนที่ต้องเจอแบบนี้ แต่คุณยังโชคดีกว่าคนอื่นๆอีกหลายๆคนนะค่ะ